April 17th, 2009
การทดลองที่แสดงให้เห็นถึงการแยกระดับพลังงาน ที่แยกกันเป็นช่วงๆ ตามทฤษฎีของโบร์ ทำการทดลองในปี คศ. 1914 เพื่อที่จะให้เข้าใจผลสรุปของการทดลองนี้ จะกล่าวถึงการเกิด excitation และ ionization ของอะตอมในเทอมของ “optical level ดังนี้
ในอะตอมของธาตุหนัก เช่นปรอท Hg อิเลคตรอนที่อยู่วงในสุดของอะตอม จะหลุดออกไปได้ยาก เพราะมีแรงดึงดูดทางไฟฟ้าสถิตย์สูง และมีค่าพลังงานยึดเหนี่ยว (B.E) สูงในขนาดของ Kev ส่วนอิเลคตรอนวงนอกสุด (valence electron) จะมีแรงดึงดูดไฟฟ้าสถิตย์กับนิวเคลียสน้อยลง เพราะอิเลคตรอนวงในกั้นอยู่ และก่อให้เกิดแรงผลักด้วย ดังนั้นพลังงานยึดเหนี่ยวจึงมีขนาดน้อยลง มีขนาดเป็น ev ในการทดลองของแฟรงค์เฮิร์ท จะเกี่ยวข้องเฉพาะอิเลคตรอนวงนอกสุด และเกี่ยวข้องกับวงโคจรดังรูป ระดับพลังงานนี้เรียกว่า optical level เพราะว่าในการเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของอิเลคตรอนจะเกี่ยวข้องกับ โฟตอน ซึ่งมีความยาวคลื่นช่วงที่มองเห็นได้หรือใกล้กันของสเป็กตรัมตามรูปพลังงานของอิเลคตรอนวงนอกสุดในระดับพื้น (ground state)(G)
Eg = -10.42 eV ส่วนในระดับ H,I และอื่นๆ เป็นพวก excited state และ 1st exciteation potential ของปรอทเท่ากับ -5.44 eV ระดับ I เรียกว่า second excited state และต่อไปเรื่อยๆ พลังงานในการทำให้ อิเลคตรอนจาก สถานะพื้น ไปสู่ ระดับ 1st excited state มีค่าเท่ากับ
Ee = Eh - Eg
= -9.54 - (-10.42) = 4.88 eV และเรียกพลังงานนี้ว่า 1st excited state potential ของปรอท และถ้าอะตอมของปรอทถูกกระตุ้น (excite) ไปยัง 1st excited state อิเลคตรอนจะกลับเข้าสู่ระดับพื้น(G) ภายในเวลาอันสั้นคือประมาณ 10^-18 ดังในเส้นที่แสดง และกลับเข้าสู่ระดับพื้น จะให้โฟตอนตามเส้นอีกเส้นและมีพลังงาน 4.88 eV. จึงหาความยาวคลื่นได้จาก hc/Ee = 2,536 อังสตรอม และจากรูปนี้บอกได้ว่าค่า ionization energy เท่ากับ 10.42 eV

เครื่องมือที่แฟรงค์และเฮร์ทซ์ใช้ในการทดลองดังรูป

ประกอบด้วยหลอดแก้วภายในบรรจุด้วยไอปรอทความดันต่ำ และอุณหภูมิประมาณ 150 เซลเซียส ใหัความต่างศักดิ์ที่ขั้ว A (anode) เป็นบวกเมื่อเทียบกับ K (kathod) และ C (collector) เป็นลบเมื่อเทียบกับ ขั้ว A เมื่อไส้หลอดได้รับความร้อน จะทำให้ขั้ว K ร้อนด้วย และทำให้อิเลคตรอนหลุดจากผิวของขั้ว K ได้ อิเลคตรอนนี้จะถูกเร่งด้วยความต่างศักดิ์ V ระหว่าง K กับ A และอิเลคตรอนจะวิ่งไปยัง A ระหว่างเคลื่อนที่จาก K ไป A จะเกิดการชนกับอะตอมไอปรอท ทำให้เกิดการถ่ายเทพลังงานระหว่างอิเลคตรอนกับอะตอม ถ้าอะตอมถูกกระตุ้น (excite) คือรับพลังงานจากอิเลคตรอนแล้วมีการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงาน พลังงานของอิเลคตรอนจะลดลงเท่ากับพลังงานที่ถูกอะตอมดูดกลืนไปในการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงาน
ในการทดลองนี้วัดพลังงานอิเลคตรอน หลังจากการชนได้ โดยใส่ C. ไว้ต่อจาก A ให้ศักย์ดา C เป็นลบ เมื่อเทียบกับ A ดังนั้นความต่างศักย์ระหว่าง A กับ C จะเป็นผลทำให้เกิดแรงต้านการเคลื่อนที่อิลเคตรอนในช่วงนี้ ถ้าให้ศักย์ต้านระหว่าง A กับ C (potential Barrier) มีค่าประมาณ 0.5 โวลต์ ฉะนั้นอิเลคตรอนที่สามารถไปถึง C ได้ จะต้องมีพลังงานจลน์ขณะมาถึง A อย่างน้อย 0.5 eV ซึ่งวัดจำนวน อิิ้เลคตรอนต่อหนึ่งหน่วยเวลาได้ โดยรูปกระแสไฟฟ้า โดยผ่านแอมป์มีเตอร์ในวงจร
ผลการวัดกระแสเพื่อให้ความต่างศักย์ระหว่าง K และ A น้อยกว่า 0.5 โวลต์ จะวัดกระแสไฟฟ้าไม่ได้เลย เมื่อความต่างศักย์ระหว่าง K และ A เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.5 โวลต์ ขณะที่มีความต่างศักย์เพิ่มขึ้น กระแสที่วัดได้จะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มีความต่างศักย์เพิ่มขึ้นถึงค่าหนึ่ง ซึ่งเป็นค่าวิกฤติ (critical) หรือเรียกว่า resonance potential ของอะตอมไอปรอท กระแสจะลดลงอย่างฉับพลัน เมื่อความต่างศักย์เพิ่มขึ้นต่อไปกระแสก็จะเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งความต่างศักย์เพิ่มเป็นสองเท่าของตอนแรก กระแสจะลดลงอีกเป็นช่วงๆ ดังรูป

อธิบายผลการทดลองนี้ โดยอาศัยทฤษฎีของบอร์ที่ว่าอะตอมมีพลังงานเป็นระดับหรือเป็นช่วงๆ ได้ว่าเมื่อความต่างศักย์ของแอโนดเริ่มมีค่ามากขึ้นเท่ากับ น้อยกว่า resonance potential หรือ excitation potential
โดยอิเลคตรอนจากแคโถดที่ไปไปแอโนด จะชนกับอะตอมไอปรอทแบบ elastic collision คือไม่มีการสูญเสียพลังงานให้กับอิเลคตรอนในอะตอม จึงมีพลังงานพอที่จะวิ่งไปถึง C ได้ แต่เมื่อมีค่าความต่างศักย์เท่ากับ resonance potential พอดี ทำให้อิเลคตรอนที่หลุดออกจาก K มีพลังงานมากพอที่จะถ่ายทอดให้อะตอมของไอปรอทได้เพื่อกระตุ้นอะตอมให้เกิดการเปลี่ยนแปงพลังงาน การชนจึงเป็นแบบ elastic อะตอมรับพลังงานจากอิเลคตรอนทำให้อิเลคตรอนมีพลังงานลดลงอย่างฉับพลันไม่สามารถเอาชนะ potential barrier วิ่งไปถึง C ได้กระแสที่วัดได้ลดลง เพื่อเพิ่มความต่างศักย์ระหว่าง K กับ A เพิ่มขึ้นต่อไปอีก อิเลคตรอนหลังการชนแบบ elastic แล้วยังมีพลังงานจลน์เหลือพอที่จะเอาชนะ potential barrier ไปถึง C ได้กระแสเพิ่มอีก เมื่อเพิ่มความต่างศักย์ระหว่างแคโถด กับแอโนดเป็นสองเท่าของ resonance potential กระแสจะลดลงอีก แสดงว่าช่วงนี้เป็นการชนแบบ inelastic กับอะตอมสองครั้งกับสองอะตอม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานแบบเดียวกัน 2 อะตอม
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (529)
Uncategorized |
No Comments »
April 14th, 2009
ขณะนี้ถือว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดมากกว่าแบบอื่นๆ แต่พลังงานนิวเคลียร์ก็มีปัญหาอื่นๆด้วยเหตุผลหลายอย่าง ข้อเสียอันเป็นปัญหาสำคัญคือยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาทีดีกับกากหรือของเสีย จากนิวเคลียร์ที่มีอายุยืนนานและอันตราย การใช้แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ก็มีอัตรายจากสารกัมมันตรังสี ที่มีอายุยืนนานนับหมื่นปี เรามีประสบการณ์ในเรื่องนี้ไม่เกิน 50 ปีที่การเก็บวัสดุเหลือใช้นิวเคลียร์
วิธีการที่ใช้โดยการฝังกากวัสดุนิวเคลียร์ใสภาชนะที่ทำจากติเตเนียมและ ทองแดง และคาดหวังว่าการเก็บรักษาเชื้อเพลงกัมมันตรังสีจากการสัมผัสกับน้ำใต้ดิน ไม่น้อยกว่า 500 ปี ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะอยู่รอเพื่อทดสอบเป็นเวลานานขนาดนั้น เราและลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไปจะมีความสุขอยู่ได้อย่างไรในภาวะเช่นนี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องดูแลปัญหานี้ที่ยังคงมีกัมมันตภาพรังสีที่เป็นอันตราย หลงเหลือต่อไปอีนับหมื่นปี

สมมุติว่าบรรพบุรุสของเราค้นพบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยุคกลางและตัดสินใจ ที่จะฝังเชื้อเพลิงกัมมันตภาพรังสีไว้ เป็นไปได้ที่ที่ตั้งของเมืองยังไม่ปรากฏ อาจจะเป็นกรุงเทพ หรือโตเกียวในปัจจุบัน แล้วปัจจุบันเราจะยังคงได้รับอันตรายจากรังสีของสารกัมมันตรังสีที่ฝังไว้ เมื่อ 500 ปีมาแล้ว ชาวเมืองจะพบว่าน้ำที่ใช้ไม่ปลอดภัยที่จะดื่ม หรือพบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งสูงผิดปกติ เราอาจไม่ทราบเลยก็ได้
อีกปัญหาหนึ่งที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์อาจส่งผลให้เกิดขึ้นคือความเสี่ยง จากการทำเหมืองยูเรเนียม ที่ผลิตขึ้นเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ในเหมืองยูเรเนียมจะปล่อยสารพิษจากเรเดียม 226 แกสเรดอนที่เป็นอันตราย จากกระบวนการการสะกัด จะมีกากสารหลงเหลือเคลื่อนไปสู่เขื่อน ภูเขา ฝาย ทำนบ
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (526)
Uncategorized |
No Comments »
April 11th, 2009
การพัฒนาคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตอนแรกนั้นได้ใช้หลักการเพียงง่ายของสวิตช์ ที่ใช้ที่แทนเลข 0 และ 1 แล้วนำไปสร้างเป็นวงจรประตูสัญญาณหรือวงจรตรรกะพื้นฐาน 3 ชนิดคือนอต แอนด์ และออร์ ซึ่งการทำงานของคอมพิวเตอร์ได้เลียนแบบการคิดของคนซึ่งส่งผลทำให้ คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้ที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเด็กเล็กสามารถ เรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้อย่างรวด เร็วดังจะเห็นได้จาก การเล่นเกมส์ ที่เด็กสามารถที่จะเรียนรู้อย่างแข็งขัน แม้แต่ผู้ใหญ่ก็สู้เด็กในการเรียนรู้เรื่องนี้ไม่ได้
นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานด้านต่างๆ มากขึ้นก็ยิ่งทำให้งานในด้านนั้นๆ มีความรวดเร็วและพัฒนางานได้ดียิ่งขึ้น จากแนวคิดที่ว่าคอมพิวเตอร์จะมาแย่งงานคนทำที่กลับเป็นว่าคอมพิวเตอร์ก่อให้ เกิดตำแหน่งงานเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณเพราะทำให้มีการขยายงานด้านต่างๆมาก ขึ้น ในแง่นี้คอมพิวเตอร์ยิ่งพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้นเท่าใดจะยิ่งช่วยพัฒนา งาน หรือความก้าวหน้าในสาขาอื่นๆ ได้รวมทั้งพัฒนาคอมพิวเตอร์เองด้วย ด้งจะเห็นว่าความรู้ได้เพิ่มขึ้นเป็นแบบทวีคูณ จนกว่าว่าความรู้ปีเดียวของปัจจุบันมากกว่าความรู้เมื่อ 50 ปีรวมกันเป็นต้น
กล่าวได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้มีส่วนในการปฏิวัติวงการการศึกษาในแง่ของการ เรียนรู้ที่เหลี่ยนจากที่ผู้สอนเป็นศูนย์กลางมาเป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จากแนวคิด การสร้างความรู้ (constructivism) ที่เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้นเองโดยเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างความ รู้ ไม่ใช่ด้วยการถ่ายทอดจากครู ความรู้จึงเกิดจากการที่ผู้เรียนปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียนรู้ วิธีนี้การแสดงความคิดเห็นและทัศนะของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ สอนได้ทราบการคิดหาเหตุผลของผู้เรียนว่าเป็นไปในแนวทางที่พึงประสงค์หรือไม่ ที่จะจัดอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ให้เอื้อต่อการเรียนรู้
ที่จัดโอกาสให้นักเรียนที่จะสอบถาม สำรวจ ทดลอง และร่วมมือกัน และมีประสบการณ์ จากความสนุกในการค้นพบ การสืบเสาะที่แท้จริงจะฝังตัวอยู่ในการบูรณาการศาสตร์ ปัญหาระหว่างสาขาต่างๆ มีลักษณะประจำตัวที่กว้างและปลายเปิด ปัญหาเช่นนั้นยากมากที่จะมีคำตอบหนึ่งเดียว หรือยากที่จะหาคำตอบได้ง่ายและถูกต้อง การพัฒนานวตกรรมใหม่ด้านหลักสูตรสาขาต่างๆ จึงจำเป็นต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณา

โดยสรุปสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ที่อยู่บนฐานของหลักการเรียนรู้แบบแข็งขันกระหายใคร่รู้ ได้รับการพัฒนาขึ้นในหลายสถาบันการศึกษา ในการนี้ได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการศึกษาจากที่ครูเป็นศูนย์กลางกลายเป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (521)
Uncategorized |
No Comments »
April 11th, 2009
Plank นักวิทยาศาสตร์ ผู้พัฒนาทฤษฏีควอนตัมเป็นคนแรก มีความเชื่อและเคยทำนายว่าด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการกระจายความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง ความเชื่อเกียวกับความมหัศจรรย์อำนาจเหนือธรรมชาติ จะค่อยหมดไปโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนว่า Plank เคยกล่าวเช่นเดิยวกันว่าเขาคิดผิด ทั้งนี้เพราะยังคงมีความดึงดูดใจ ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ คุณไสย ในรูปแบบต่างๆ แม้แต่ในปัจจุปัน เกิดลัทธิต่างๆ มากมาย มีพิธีกรรมต่างๆ ยึดถือสิ่งศักดิสิทธิ์เกิดขึ้นมากมาย และเชื่อโดยขาดหลักเหตุผล มีการทำการค้าเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ยังคงยืนยงอยู่ได้ กระจายได้อย่างรวดเร็ว
สมการ ที่ Plank เคยให้ไว้ดูเหมือนว่าสองข้างจะไม่เท่ากันที่ว่า More science = less superstition หรือกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์เพิ่มขี้นไสยาศาสตร์น้อย อย่างไรก็ตามเขาก็ได้ให้องค์ประกอบสำคัญ จากการคำนวณของเขาว่า ช่วงเวลาที่รู้แจ้งนั้นครอบคลุมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ ผลพลอยได้พัฒนาเป็นเทคโนโลยี มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้การดำเนินชีวิตของคนสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม
เช่นกันที่การ ดำเนินชีวิตของผู้คน ก็หนีไม่พ้นต้องรับความเปลี่ยนแปลง ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้เทคโนโลยีที่ตกผลึกแล้ว ที่มีการใช้กันทั่วไปเป็นสิ่งปกติธรรมดาไป บางอย่างก็เชื่อวิทยาศาสตร์ เช่นว่าเมื่อจะซื้อเครืองอุปโภคบริโภคบางอย่าง ก็ต้องดูว่าผ่านการทดสอบได้รับการรับรองบ้างหรือไม่ หรือมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันความน่าเชื่อถือ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีไป จะซื้อน้ำสักขวดก็ยังต้องดูว่ามี อย หรือไม่ ผลิตภัณฑ์บางอย่างต้องได้รับการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ก่อนจึงจะถือว่าได้ มาตรฐานแข็งแรงทนทาน ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้รับความเชื่อถือ การค้นหาหลักฐาน ประกอบการสืบสวน ตั้งแต่ตรวจดีเอนเอ ตรวจสารตกค้าง ล้วนแต่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันความเชื่อที่ยากแก่ การหาเหตุผล เช่นการพบพระที่หายไปเป็นเวลานาน และสาเหตุที่พบมาจากความฝัน และความฝันกลายเป็นความจริงมีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ ในทางวิทยาศาสตร์ถือว่ามีความเป็นไปได้เมื่อเทียบเคียงกับทฤษฏีควอนตัม ที่มีหลักแห่งความไม่แน่นอน อะไรที่ว่าแน่นอนก็พบว่ามันไม่แน่นอน
ความ ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็ได้สร้างสิ่งมหัสจรรย์มากมายหลายอย่าง ยิ่งกว่าจิตวิญญาณในอดีต เหมือนกับเนรมิต สิ่งที่ไม่เคยมีก็มีปรากฏให้เห็นอยู่โดยตลอดเช่นกัน วิทยาศาสตร์ทำให้คนมองทะลุสิ่งกั้นขวางได้ วิทยาศาสตร์ทำให้คนทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ อันนี้หมายถึงมนุษย์สร้างเครื่องมือขึ้นมาช่วย เช่นยกของหนักกว่าตัวเองได้นับร้อยเท่า จับหยิบอุปกรณ์ที่เล็กจนมองไม่เห็นได้ สิ่งที่ปกติมนุษย์ทำไม่ได้เช่นบินได้เช่นนก ดำน้ำได้แบบปลา วิทยาศาสตร์จึงเป็นตัวแทนแห่งความเชื่อได้เช่นกัน เพราะคนใช้วิทยาศาสตร์โดยไม่ต้องหาเหตุผลขอให้ทำงานให้ก็แล้วกัน เช่นเดียวกับขับรถยนต์ได้แต่ไม่รู้ว่าทำงานอย่างไรบ้าง
อะไรที่ มนุษย์ไม่คุ้นเคยเป็นสิ่งแปลกมหัศจรรย์ เหมือนกับมีพลังเร้นลับ แต่เมื่อหาเหตุผลได้ ศึกษาทำความเข้าใจได้ มีการนำมาใช้จนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความแปลกความลึกลับจะหายไป ด้วยเหตุผลนี้ ไม่มีอะไรลึกลับ ไม่มีอะไรน่าแปลก ถ้ามีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม จนมีระเบียบกฏเกณฑ์ฃัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าความรู้เพิ่มขึ้นทุกวัน วิชาใหม่เกิดขึ้นมากมาย หรือว่ายังมีความลึกลับเกิดขึ้นมากขึ้นเท่าๆ กับที่ความลึกลับลดลง

Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (515)
Uncategorized |
No Comments »
April 11th, 2009
สตรีมีโอกาสที่จะขาดไวตามินบี (B1, B2, B3(ไนอาซิน), B6, B12) ได้สูง รวมทั้ง ไบโอติน, ฟอลิกแอซิด แพนโทเทนนิคแอซิค พารา-แอมมิโนเบนโซอิกแอซิค ซึ่งกลุ่มไวตามินนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทอย่างใกล้ ชิด ทำให้สตรีมีอารมณ์ไม่ปกติ โดยเฉพาะคนที่รับประทานยาคุมกำเนิดมีความผิดปกติทางอารมณ์ประมาณ 7 เปอร์เซนต์ของผู้ใช้ยาคุมกำเนิด โดยจิตใจรู้สึกหดหู่ โกรธง่าย ใจน้อย กระวลกระวาย แต่อาจไม่รู้ว่าคืออะไรที่ทำอะไรให้ร่างกาย
ส่วนสาเหตุนั้นพบว่าตัวยาในยาคุมกำเนิดไปทำลายไวตามินที่ มีอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะ B6, B12 และฟอเลท ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาปัญหาทางอารมณ์ของสตรี สำหรับทฤษฎีเกี่ยวกับไวตามิน B6ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ก็คือโฮโมนเอสโตรเจนที่มีอยู่ในยาคุม กำเนิด มีส่วนไปเพิ่มการเผาผลาญโปรตีน ทรพิโตฟานในการเผาผลาญต้องการไวตามิน B6 มากขึ้นทำให้มีการขาด ไวตามิน B6 อย่างรุนแรงทำให้เสียสมดุลย์ในความละเอียดอ่อนทางเคมีที่อยู่ในสมองเสื่อมไป
ยังมีผลการศึกษากับสตรีที่รู้สึกหดหู่ เหนื่อยอ่อน หงุดหงิด โกรธและขี้ลืม ว่าเกิดจากที่บุคคลนั้นขาดไวตามิน B12 จากผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนินติดต่อกันตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบว่ามีอาการโลหิตจาง (Pernicious anemia) ที่อาจมีโทษถึงตายได้ถ้าการรักษาไม่ถูกต้อง
สารในยาคุมกำเนิดจะไปทำลายฟอเลท (ไวตามินบีชนิดหนึ่ง) มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และของแม่ อาจทำให้มีอาการทางประสาทหลังคลอด ดังนั้นควรจะเสริมด้วยฟอเลท ก็จะมีผลดีอย่างเด่นชัด
ไวตามินบีคอมเพล็กมีส่วนสำคัญยิ่งในการทำลายเอสโตรเจนที่ รังไข่ผลิตออกมามากเกินไปในระยะที่มีประจำเดือน การมีระดับเอสโตรเจนสูงขึ้น ทำให้เลือดประจำเดือนออกมาก (menarrhagia) ดังนั้นการเพิ่มไวตามินบี เช่นจากไวตามินบีจาก บรูออยีสต์ (Brewer’s yeast) หรือบีคอมเพล็ก ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ไม่ให้เลือดออกมาก ลดอาการเคลียด เจ็มหน้าอก หน้าอกบวมที่เกิดจากน้ำคั่งก่อนมีประจำเดือน อาการหงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน อาการนิ้วบวมสวมแหวนไม่ได้

นอกจากนี้การมีเอสโตรเจนอยู่ในร่างกายมาก โดยเฉพาะเมื่อหลังจากไข่สุข ทำให้โซเดียมและน้ำผ่านไตได้น้อยลง ไตขับน้ำออกน้อย ทำให้น้ำจากไตหวนกลับเข้าร่างใหม่อีกครั้งซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ควรรับประทานข้าวกล้อง ผักสด และตับ โยเกิร์ต และอาหารเสริมที่มีไวตามินบี
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (511)
Uncategorized |
No Comments »
April 11th, 2009
ปรากฏการณ์พายุทั้ง 3 ชนิด เป็นลมที่หมุนรอบศูนย์กลางและมีลักษณะการหมุนควงไปทางศูนย์กลางที่มีความดัน อากาศต่ำและเคลื่อนขึ้นด้านบน ความแตกต่างกันในขนาด ความเร็วลม อัตราการเคลื่อนตัว และช่วงเวลา โดยทั่วไปการหมุ่นปั่นแบบสปินยิ่งเร็วเท่าใด ช่วงเวลาจะสั้นและมีขนาดเล็ก
พายุไซโคลนจะมีลมหมุนจาก 16-79 กม.ต่อชม. อาจมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1600 กม. การเคลื่อนตัว 40 กม.ต่อชม. และคงตัวอยู่ได้จากหนึ่งสัปดาห์ไปถึงหลายสัปดาห์ ส่วนพายุเฮอร์ริเคนหรือเรียกพายุใต้ฝุ่นถ้าเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก ความเร็วลมอยู่ในช่วง 120-320 กม.ต่อชม. เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 16-32 กม.ต่อชม.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 960 กม. และสามารถคงอยู่หลายวันและอาจมากกว่า 1 สัปดาห์ สุดท้ายพายุเทอร์นาโดอัตราเร็วลมที่หมุนรอบตัวเอง 400 กิโลเมตรต่อชม. เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 40-64 กม.ต่อชม. และโดยทั่วไปคงอยู่ได้หลายนาที แม้ว่าพายุเทอร์นาโดบางลูกอาจคงอยู่ได้นาน 5-6 ชม. เส้นผ่าศูนย์กลางพายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 274 ถึง 1.6 กม. และเส้นทางเฉลี่ยในการเคลื่อนตัว 26 กม.โดยมีค่าสูงสุด 483 กม.

พายุใต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน และไซโคลน มีความโน้มเอียงในการก่อตัวที่แถบบริเวณระดับที่ไม่สูงนักเหนือมหาสมุทร จากละติจูด 5 องศาถึง15องศาทั้งทางเหนือและทางใต้ ส่วนพายุเทอร์นาโนนั่นก่อตัวหลายพันฟิตเหนือพื้นโลก ปกติเมื่อมีลมฟ้าอากาศอุ่นชื้น บ่อยครั้งพายุนี้เกิดขึ้นร่วมด้วยกับพายุฝนฟ้าคะนอง และ 82%ของเทอร์นาโดเกิดขี้นในช่วงที่อบอุ่นของวัน ตั้งแต่เที่ยงวันไปถึงเที่ยงคืน ขณะที่ 23 เปอร์เซ็นต์ของเทอร์นาโดทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง 4 pm และ 6pm
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (507)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
กฏแห่งกรรมก็คงเกิดขึ้นมาตั้งแต่เริ่มมี มนุษย์ขึ้นเพียงแต่ไม่มีใครที่จะประกาศให้ทราบ แต่เครื่องหมายบางอย่างอันชี้ให้เห็นถึงกฏแห่งกรรมก็ได้ เช่นสัญลักษณ์ยินและหยาง แทนคูของสิ่งต่างๆ ความดี ความเลว ดำ ขาว มืด สว่าง ถ้ามีการกระทำก็ต้องมีผลของการกระทำ แต่เท่าที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานชัดเจนในพระไตรปิฏก ที่เป็นรากฐานความเชื่อของชาวพุทธ ที่มีภาวะที่เป็นคู่ ที่เชื่อถือตามกฏแห่งกรรมก็คือ ใครทำความดีย่อมได้ดี ใครทำความชั่วย่อมได้ชั่ว ตามนัยนี้นั้น ความดี ความชั่วเป็นสองสภาวะที่คงอยู่ ซึ่งเรามักจะพูดกันแบบลัดสั้นว่าทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณานักคิดค้นต่อมา เมื่อสามร้อยกว่าปีมาแล้ว เซอร์ ไอแซค นิวตัน เป็นผู้ที่เน้นย้ำความคิดกฏแห่งกรรม ในกฏการเคลื่อนที่ข้อที่สามที่ว่่า แรงกิริยาที่กำทำจะเท่ากับแรงปฏิกิริยาตอบโต้ในขนาดที่เท่ากัน เพียงแต่ว่าในกฏของนิวตันนั้น เป็นรูปธรรมเชิงวัตถุกายภาพ แต่เมื่อพิจารณากฏแห่งกรรมนั้น เป็นผลจากการกระทำที่มีผลต่อเนื่องไปทางจิตวิญญาณ ที่กล่าวว่าทำิอะไรก็ได้อย่างนั้นจึงไม่ต่างไปจากกฏข้อที่สามของนิวตั้นดัง กล่าวมากนัก
ในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงกฏแห่งกรรมไว้ละเอียดโดยจัดหมวดหมู่กรรมที่จะส่งผลต่อไปไว้สามหมวด แต่ละหมวดมี 4 ข้อคือล
หมวดที่1 เป็นกรรมที่ให้ผลตามกาล
1.1 กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน
1.2 กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
1.3 กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป
1.4 กรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว ไม่มีผลให้อโหสิกรรมกันไป
หมวดที่ 2 กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่
2.1 กรรมแต่งให้เกิด เช่นเกิดดี เกิดร้าย
2.2 กรรมสนับสนุน สนับสนุนในข้อแรกมากขึ้น
2.3 กรรมบีบคั้นก็หนุ่้นส่งมากขึ้น
2.4 กรรมตัดรอน อาจได้รับผลอย่างไม่คาดคิด ถึงตาย
หมวดที่ 3 กรรมที่ให้ผลตามลำดับ ก่อนหลัง
3.1 กรรมหนัก ให้ผลรุนแรง ให้ผลก่อน
3.2 กรรมใกล้ตาย ให้ผลละลึกได้ก่อนตาย
3.3 กรรมที่ทำบ่อยๆ จนชิน ให้ผลก่อน
3.4 กรรมสักว่าทำ ทำโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน เจตนาเบาบาง
อ้างอิงหมวดกรรมจาก ตามหาความจริง วิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม ศาสตร์ที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน โดยโอฬาร เพียรธรรม
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (505)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
การทำกิจการอะไรก็แล้วแต่จะต้องมีทุนในการดำเนินการเป็นค่าใช้จ่ายในด้านต่าง เป็นที่มาของระบบทุนนิยม ดังนั้นในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนธุรกิจที่จะสามารถขอกู้เงินจากธนาคารมาลงทุน การที่จะได้เงินกู้นั้นก็ต้องเห็นทางที่จะเห็นผลของการประกอบการมีกำไรสามารถจ่ายเงินกู้ได้ ธนาคารจึงจะปล่อยสินเชื่อให้ การที่ต้องดำเนินกิจการให้ได้ผลกำไรมากที่สุด ไม่ว่าจะมีการกระจายหุ้นตลาดทรัพย์หรือไม่ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้มีความมั่นใจว่าการลงทุนกับธุรกิจนี้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ทำให้มีการแข่งขันกันมากในธุรกิจแบบเดียวกัน งัดเอากลยุทธ์ต่างๆ มาต่อสู้ฟาดฟันเชือดเฉือนกันทางธุรกิจ ก่อให้เกิดระบบการบริโภคนิยม บางครั้งก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าเลยแต่มีการะกระตุ้นก่อให้เกิดการบริโภคมากขึ้น อาจจะโดยวิธีลดแลกแจกแถม และสิ่งที่ตามมาก่อก่อให้เกิดระบบวัตถุนิยมขึ้นด้วย ทำให้คนหลงไปว่าวัตถุเท่านั้นที่สนองต่อความต้องการความสุขแก่ตนเอง
การกระตุ้นให้คนเกิดกิเลสบริโภคมากเกินความจำเป็น และทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งวัตถุในรูปของสินค้ารูปแบบต่างๆ มากมายที่มีการคิดค้นใหม่ๆ ขึ้นทุกวัน หรือไม่ก็มีการปรับปรุงให้สะดวกสบายมากขึ้น รวมทั้งวัตถุในรูปของอสังหาริมทรัพย์ บ้านและที่ดิน และโดยทุนนิยมและบริโภคนิยมนั้นเป็นไปในลักษณะที่มือใครยาวสาวได้สาวเอาได้ก่อให้ให้เกิดการสะสมทรัพย์สินแบบกระจุกตัว ไม่มีการกระจายไปสู่คนระดับต่างๆอย่างเป็นธรรม เป็นการพัฒนาไปในลักษณะที่หวนกลับมาทำลายล้างตนเองมากขึ้นทุกที ในรูปแบบที่มีการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยทำให้มีการทำลายสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดมลภาวะอย่างกว้างขวางจนยากที่จะแก้ไขดังที่ปรากฏให้เห็นในภาวะปัจจุบัน
การก่อรุปแบบวัตถุนิยม ที่ทำให้คิดไปว่าการมีวัตถุจะทำให้เกิดความสุขสบาย ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ ถ้าการมี การสะสมวัตถุไว้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งจนเหมือนกับว่าปิดโอกาสคนหมู่มากที่จะเข้าถึงทรัพยากรและไม่ได้รับผลกระทบจากการแสวงหาทรัพย์ เมื่อไปเน้นในเรื่องวัตถุ และเรื่องทุนและการบริโภคมาก ทำให้สังคมของเราเป็นสังคมของเงิน ทำให้ผู้มีเงินมาก หรือมหาเศรษฐี กลายเป็นผู้มีบุญบารมี เป็นคนดีคนเก่ง ทำให้มองข้ามความชั่วความเลวที่กระทำไปได้ และถ้าคนมีเงินคนรวยใช้เงินไปในทางที่ผิด คุณธรรมด้วยแล้วก็ยิ่งจะก่อให้เกิดการเบียดเบียน การทำลายล้าง จนอาจก่อให้เกิดกลียุคได้
ดังที่กล่าวแล้วว่าที่ไหนมีคนรวมตัวกันเป็นสังคมแล้ว ก็ต้องมีการลงทุนทำกิจการและมีการบริโภคสิ่งต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นด้านวัตถุและบริการที่เกี่ยวเนื่องทั้งสิ้น และด้วยวัตถุได้ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นในสังคมมากมาย เช่นปัญหายาเสพติด ปัญหาครอบครัว ปัญหาอุบัติเหตุจากการใช้เทคโนโลยี และปัญหาอาชญกรรม และเช่นเดียวกันการที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ เลยนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะลดการเกิดปัญหาต่างๆให้ในลงในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือขัดขวางการดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข นั่นก็คือเราต้องหันมากมองอีกด้านหนึ่งที่เราละเลยไปนาน ก็คือด้านที่ตรงข้ามกับวัตถุ ในแง่ของคุณธรรม จริยธรรม สิ่งที่เป็นนามธรรมที่จะพัฒนาจิตขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น จะเป็นต้องมาเน้นในมุมมองนี้ให้มากขึ้นให้ได้ความสมดุลมากกว่าที่เป็นอยู่ อาจต้องมีการผลิตสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรมหรือสินค้าที่บำรุงจิตใจให้สงบมากขึ้น และเป็นไปในทางที่ไม่ทำลายล้างผู้ใดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นั่นก็คือลดความต้องการความอยากมากขึ้น
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (501)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
ในภาวะปัจจุบัน ที่มีมลภาวะและอากาศเป็นพิษสูงขึ้น ไม่ว่าจะมาจากหมอกควัน ผงฝุ่นละอองเล็กๆ จะด้วยมาจากเหตุอันใดก็แล้วแต่มีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายทั้งสิ้น ปกติร่างกายก็มีกลไกที่จะคอยป้องกัน ขจัดสารพิษที่จะเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว แต่จะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไรให้แข็งแก่รงต่อสู้กับมลภาวะดังกล่าวให้ได้ ….
ในด้านสุขภาพแล้วแม้แต่สูบบุหรี่มวนเดียวก็ส่งผลให้ปริมาณไวตามินซีลดลงไปหลายมิลลิกรัม ถ้าไม่มีการเสริมด้วยอาหารที่ประกอบด้วยเกลือแร่และไวตามินเพิ่มเติมมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรค หรือเป็นไข้ได้ง่าย …
ตามปกติร่างกายต้องการอาหารที่ดีมีประโยชน์มาหล่อเลี้ยงร่างกายให้เจริญเติบโต หรือให้คงอยู่ได้ตามภาวะปกติ แต่เมื่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่ในภาวะปกติก็จำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยอาหารคุณภาพและไวตามินเพิ่มขึ้น อาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกเมื่อชั่ววันนั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านอกจากเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้วจะไม่มีสารพิษปนเปื้อนเข้ามาด้วย เมื่อเราไม่มั่นใจก็ยิ่งต้องใช้อาหารเสริมที่แน่ใจว่ามีประโยชน์มีคุณค่าไม่มีสิ่งปนเปื้อน …..
ปกติเรารับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก และมักเป็นข้าวที่ขัดเอาไวตามินและเกลือแร่ออกไปเกือบหมด เราคงจะต้องหันมารับประทานข้าวซ้อมมือข้าวกล้องมากขึ้น และกับข้าวทั้งหลายรวมทั้งผักผลไม้คงจะต้องพิจารณาว่าปลอดสารพิษแล้วยัง จะต้องมาทำความสะอาดให้มั่นใจอีกครั้งหรือไม่ เคยมีกรณีที่หมอแนะนำคนไข้ให้เลิกกินแกงถุงแล้วหันมาทำกับข้าวกินเอง แล้วพบว่าลดอาการแพ้อากาศและภูมิแพ้ได้จริง
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (499)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
แนวการสอนตามแนวศาสนาพุทธ จะสอนจุดหมายปลายทาง และบอกวิธีการ แต่ละคนไปทำให้เกิดผลเอาเอง ไมเหมือนกับองค์กรอาจเป็นวิธีการสาธารณะที่ ผลของมันไม่บังคับเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล กระบวนการทั้งหลาย (process) ทุกคนทุกหน่วยงานได้ผ่านการกลั่นกรองว่าได้ผลจริง
อาจกล่าวได้ว่าวิธีการทางพุทธศาสนาเป็นไปตามหลักในอริยสัจสี่ คนทั่วไปไม่ได้ใช้หลักในกระบวนการนี้จึงไม่ค่อยเห็นคุณค่า ตีความได้ว่า ทุกสิ่งย่อมเกิดจากเหตุปัจจัยให้เกิด นั่นก็คือหลักของเหตุและผล ในอริยสัจสี่ แยกออกเป็น 2 คู่คือ
1. ทุกข์กับสมุทัย โดยทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ
2. นิโรชกับมรรค โดยนิโรชหรือความมุ่งหมายเป็นผล ส่วนมรรคเป็นเหตุหรือวิธีการที่จะทำให้เกิดผล
จะเห็นว่าวิธีการทางพุทธศาสนาเริ่มจากสิ่งที่ง่ายอันเป็นผลของการกระทำและไม่ได้กระทำ เห็ตผลที่ดำรงอยู่ขณะนี้ว่าดีหรือไม่ดี แล้วจึงบอกวิธีการว่าจะแก้ที่ไม่ดีอย่างไร และทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
พระพุทธเจ้าได้ออกบวชเพื่อหาวิธีการแก้ทุกข์ ในที่สุดก็ค้นพบสัจธรรม อริยสัจสี่ เป็นสัจธรรมที่จะต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระดับต่างๆ ไม่ว่าใครที่ยังศึกษาอยู่ก็ยังมีทุกข์ และใครๆก็เรียนรู้เพื่อที่จะแก้ทุกข์ วิธีการที่พระพุทธองค์ใช้จะไม่แสดงวิธีการวิเคราะห์ แต่จะเอาหลักธรรมหรือหมวดธรรม โดยปฏิบัติหลักธรรมเล็กให้สอดคล้องกับหลักธรรมใหญ่ เป็นการใช้เหตุผลที่ใช้หลักธรรมใหญ่หรือความจริงใหญ่ เป็นตัวตั้งแล้วสรุปเป็นความจริงย่อย เช่นว่า มนุษย์ทุกคนต้องตาย ซึ่งตรวจสอบยืนยันมาแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นจริง ถ้าคุณแดงเป็นคนหรือมนุษย์ คุณแดงก็ต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง เป็นการใช้เหตุผลเชิงนิรนัย นอกจากนี้ในการคิดนั้นมีทั้งคิดจากปัจจัยภายนอก (ปรโตโฆษะ) และจากปัจจัยภายใน (โยนิสมนสิการ) ในการคิดหาเหตุผลต่างๆในการแก้ทุกข์
เมื่อเทียบกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นด้วยปัญหาจากสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ กำหนดขอบข่ายในการศึกษาเทียบได้กับทุกข์และสาเหตุของทุกข์ เป็นทฤษฎีที่บอกให้ทราบว่าสาเหตุต่างกันก็ให้เกิดทุกข์ที่ต่างกัน ในทางวิทยาศาสตร์นั้นคิดได้ว่าการเกิดปรากฏการณ์ใดๆก็ต้องมีเหตุหรือที่มาของปรากฏการณ์นั้น หรือมีเหตุที่มาของการเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนต่อไปทางวิทยาศาสตร์คือวิธีการหาคำตอบ จากการคาดคะเนโดยกำหนดสมมุติฐานที่คิดว่าจะแก้ปัญหาได้ และขั้นต่อไปต้องกาวิธีการพิสูจน์ยืนยันโดยการทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูล แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่สนใจศึกษา แล้วสุดทท้ายสรุปผลว่าเป็นไปตามการคาดคะเนหาคำตอบหรือไม่ และให้ได้ข้อสรุปที่เป็นสามัญการ (generalization) ต่างกับวิธีการของพุทธองค์ที่รู้คำตอบแล้วจากการตรัสรู้ของพระองค์เป็นสามัญการแล้วดังในอริยะสัจสี่ ดังนั้นมรรคจึงเทียบได้กับบทที่ 3 ของงานวิจัย ดังนั้นสามารถคิดหรือเทียบเคียงให้อริยสัจสี่ได้กับระเบียบวิจัยที่ไม่ล้าสมัยยังทันกาลอยู่เสมอ
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (497)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
มื่อไรก็ตามที่มีผลงานที่ได้จากความคิดสร้างสรรค์ ที่เมื่อทำงานเสร็จแล้ว อันเป็นผลงานของนักออกแบบ นักประดิษฐ์ต้องได้รับการคุ้มครองที่หลากหลาย ซึ่งอาจได้รับการคุ้มครองมากกว่า 1 อย่าง โดยทั่วไปทรัพสินทางปัญญาที่ได้รับการคุ้มครองต้องมีการจดลิขสิทธิ์ไว้ ซึ่งลิขสิทธิ์มีหลายประเภทกล่าวคือ
ความลับทางการค้า เจ้าของต้องเก็บไว้เป็นความลับ มีความลับในเรื่องใด ต้องมีมาตรการในการรักษาความลับ ถ้าคนอื่นมาว่าจ้างให้ทำหรือว่าจ้างผู้อื่นให้ทำ จะต้องมีสัญญากับผู้รับจ้างและผู้จ้างว่าจะไม่นำความลับไปเปิดเผย ผู้ที่่จดทะเบียนลิขสิทธิ์จะต้องจดรายละเอียดทั้งหมดที่ต้องเปิดเผยให้เพียง พอที่ผู้ตรวจสอบสามารถตรวจสอบได้ และหลบเลี่ยงจุดสำคัญทึ่จะไม่เปิดเผยในส่วนนั้น หรือเปิดเผยไม่ทั้งหมด ที่สามารถนำไปจดทะเบียนเป็นความลับทางการค้า
ในการจดลิขสิทธิ์อาจได้สิทธิข้างเคียงไปด้วย เช่นภาพยนต์ในแต่ละเรื่องถ้ามีผู้นำรูปจากภาพยนต์ไปใช้เจ้าของภาพยนต์อาจจะ ฟ้องร้องเป็นการละเมิดสิทธิข้างเคียงได้ ดังนั้นสิทธิข้างเคียงก็คือ ผลการกระทำอย่างหนึ่งแต่ได้สิทธิอีกอย่างหนึ่ง
สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร นั้นเน้นให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ใน 3 ลักษณะคือ สิทธิบัตรการออกแบบ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สำหรับอนุสิทธิบัตรจะไม่รวมการออกแบบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า การคุ้มครองการออกแบบจะรวมถึง รูปร่าง ลวดลาย องค์ประกอบของสี เป็นต้น ส่วนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ คุ้มครองผลิตภัณฑ์กับกรรมวิธี
ในระบบการตรวจสอบนั้น ญี่ปุ่นและอะเมริกาตรวจสอบเลย ตรวจสอบแล้วให้บุคคลภายนอกมาคัดค้านภายใน 90 วัน สำหรับประเทศไทยรอตรวจสอบ ต้องมาขอให้ตรวจสอบแล้วจดทะเบียนเลย ที่ดีไม่ควรรอตรวจสอบให้ร้องขอให้ตรวจสอบดีกว่า และเนื่องจากประเทศไทยได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามอนุสัญญาเบิร์น (Bern) ตามภาคีอนุสัญญาเบิร์นที่มีภาคีสมาชิก 163 ประเทศ ที่ถือว่างานวรรณกรรม นาฏกรรม ภาพยนต์ ด้านวิทยาศาสตร์และศิลปกรรม งานบันทึกเสียง ภาพถ่าย งานปฏิมากรรม งานภาพประกอบ ไม่ว่าจะมีคุณภาพทางศิลปหรือไม่ ถ้านำไปใช้ประโยชน์ถือว่าเป็นศิลปประยุกต์ งานสร้างสรรค์ดังกล่าวแล้วได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติตามอนุสัญญา
เมื่อผลงานเสร็จได้สิทธิ์เมื่อประกาศว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์ หรือเมื่อเผยแพร่งานไปมากแล้วอาจแจ้งไว้ที่กรมทรัพสิทธิ์ทางปัญญา ซึ่งจะมีวิธีการจัดการเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ที่จะทำต่อเมื่อได้ยื่นขอสิทธิบัตร เรียบร้อยแล้วดูว่าจะขอลิขสิทธิ์อะไรได้บ้างก็คือการทำคำขอรับสิทธิ์
นอกจากความลับทางการค้าแล้วยังมีเครื่องหมายการค้า อันประกอบด้วยเครื่องหมายโลโก้ สัญลักษณ์ รูปภาพ เอาภาพ ตัวอักษร มาทำเป็นกราฟิกส์ เอาตัวอักษรมาทำให้แปลกๆ ออกไป เครื่องหมายรับรอง เครื่องหมายประเภทเช่นหมวกเสี้อ ที่ติดไว้ที่ตัวสินค้า อะไรที่คนจะจำเราได้ เห็นแล้วนึกถึงเราได้ ให้จดเป็นเครื่องหมายการค้าได้ สิทธิบัตรก็อาจนำมาจดเป็นเครื่องหมายการค้าได้ โดยมีฐานข้อมูลสิทธิบัตร เมื่อเข้ารับขอสิทธิบัตรให้ถือว่าได้ยื่นคำขอในวันที่แสดงนั้น
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (495)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
ปัจจุบันเป็นยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ มีจำนวนมากที่เราต้องใช้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อมูลสารสนเทศส่วนหนึ่งที่เราต้องการแบ่งปันให้กับผู้อื่นทราบ และมีข้อมูลสารสนเทศอีกส่วนหนึ่งที่เราต้องการปิดเอาไว้เป็นความลับ หรือใช้เฉพาะกลุ่ม เพราะฉะนั้นรหัสผ่าน หรือ password เปรียบเสมือนกุญแจอันสำคัญ ที่เราใช้ในการปกป้องข้อมูลสารสนเทศส่วนบุคคล จากงานวิจัยพบว่ามีผู้ใช้จำนวนมากกว่าครึ่งที่กำหนดรหัสผ่านที่สามารถเดาได้ ง่าย เช่นคำว่า password 123456 วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อเพื่อน หรือคนสนิท เป็นต้น บางคนจะใช้คำที่มีอยู่ในพจนานุกรม ซึ่งคำเหล่านี้ถ้าหากมีผู้ไม่หวังดีเดาสุ่มรหัสก็สามารถทำได้ง่าย สำหรับการกำหนดรหัสผ่านที่ดีนั้น ผมมีข้อเสนอแนะดังนี้
* มีความยาวไม่น้อยกว่า 6 ตัว
* ใช้อักขระภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ผสมกัน
* ใช้อักขระพิเศษร่วม เช่น ! @ # $ % & * ( ) = เป็นต้น
* จำได้ง่าย โดยอาจจะพิมพ์คำไทยบนโหมดพิมพ์อังกฤษ เช่น พิมพ์คำว่า “สวัสดีครับ” จะได้ ”l;ylfu8iy[” เป็นต้น
* เป็นคำที่สามารถพิมพ์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำจากบุคคลรอบข้าง
* ควรเปลี่ยนรหัสผ่านทุก ๆ 3 เดือน.
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (493)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
การศึกษาในฟิสิกส์แบบฉบับ หรือจากฟิสิกส์แบบนิวตันนั้นพบว่าคิดให้การวัดปริมาณมีความต่อเนื่องแทบทั้ง สิ้น แต่ต่อมาฟิสิกส์แบบนิวตันที่คิดแบบดังกล่าวไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่อง เกี่ยวกับการแผ่รังสีความร้อนได้ ดังที่พลั้งค์ (Plank) ได้คิดให้พลังงานเป็นแบบเต็มหน่วย (discrete) ในการอธิบายสเป็กตรัมจากการแผ่รังสีความร้อนในวัตถุดำ และได้ตั้งทฤษฏีควอนตัมขึ้นมาแล้วสามารถที่จะอธิบายพลังงานจากการแผ่รังสี ได้ถูกต้อง ต่อมาไอสไตย์ได้นำทฤษฎีควอนตัมของพลั้งค์อธิบายปรากฏการโฟโตอิเลคตริก และโบร์ (Bohr)ได้นำมาอธิบายการแผร่สีของไฮโดรเจนอะตอม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ได้คิดให้พลังงานมีค่าต่อเนื่องอีกต่อ แต่ให้มีค่าเป็นสภาพควอนตัมที่เต็มหน่วยไม่ต่อเนื่องตามแนวคิดของพลั้งค์และ เป็นพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัมมาจนทุกวันนี้
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (491)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
ใน โลกของอะตอมและองค์ประกอบของอะตอม ทุกอย่างปรากฏเป็นกลุ่มหรือก้อนที่ไม่มีความต่อเนื่อง คำว่าคอวนตัมมาจากภาษาลาตินว่ามาเป็นกลุ่มเป็นชุด ภายในอะตอมทุกอย่าง มวล ประจุ พลังงาน โมเมนตัมและอื่นๆ ปรากฏออกมาเป็นกลุ่มก้อนของจำนวนพื้นฐาน ไม่มีอะไรที่สม่ำเสมอต่อเนื่อง และกลศาสตร์(mechanics) เป็นคำที่ใช้กันดั้งเดิม ที่เก่าแก่ของวิทยาศาสตร์การเคลื่อนที่ ดังนั้นกลศาสตร์ควอนตัม จึงเป็นสาขาของวิทยาศาสตร์ใช้เพื่ออธิบายการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ ในระดับอนุภาคภายใตอะตอม หรือกึ่งอะตอม
สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของคนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับกลศาสตร์ควอนตัม โดยคิดว่าจิตใต้สำนึกของเราจะขยายขอบเขตจากพฤติกรรมที่ดำเนินอยู่ในโลกตาม ปกติอันเป็นสามีญสำนึกที่เรามีประสบการณ์ เป็นเหมือนกับข้อตกลงเบื้องต้นว่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับในโลกของควอน ตัม โดยลางสังหรของเราเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ควรจะมีพฤติกรรมแบบใด ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเรา กับการเคลื่อนที่ของวัตถุขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วปกติ ไม่มีเหตุผลใดที่จะคาดหวังว่าเมื่อเรามองไปที่วัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ หรือวัตถุที่มีอัตราเร็วสูงมาก ควรจะมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับวัตถุที่เราคุ้น เคย
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (488)
Uncategorized |
No Comments »
April 10th, 2009
ภาวะ โลกร้อนอันเนื่องจากภาวะเรือนกระจก หรือ green house effect ผลจากการที่โลกค่อยอุ่นขึ้นอันเนื่องมาจากการรวมสะสมของแกสในชั้นบรรยากาศ เป็นกับดังความร้อนที่ใกล้ผิวโลกเอาไว้ จากการเผาผลานเชื้อเพลงจากฟอสซิล เช่นน้ำมันเบนซิน หรือดีเซล ซึ่งจะปลดปล่อยแกสคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และสร้างปัญหานี้ขึ้นมา รถยนต์เป็นสาเหตุหลักที่ปล่อยควันพิษและคาร์บอน จากแต่ละปีที่ผลผลิตรถยนต์ทั่วโลกหลายสิบล้านคัน อายุการใช้งานของรถยนต์แต่ละคันจะเผาผลาญน้ำมันไปคันละประมาณ 3-5 ตัน ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนจากการสันดาปน้ำมันเป็นพลังงานที่สะอาดกว่านี้ยังเป็น ที่ท้าทายของมนุษย์ชาติ
greenhouse-effect.gif
ภาวะเรือนกระจกคือการให้ความร้อนขึ้นใกล้กับผิวโลก เป็นผลจากบรรยากาศของโลกกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ โดยบรรยากาศของโลกทำตัวคล้ายผนังกระจกและหลังคาของเรือนกระจก (green house) ผลความร้อนที่เกิดขึ้นอธิบายโดย John Tyndall (1820-1893) ในปี 1861 โดยการเทียบเคียงกับเรือนกระจกในปี 1896 โดยนักเคมีชาวอังกฤษ Svante Arrhenius (1859-1927) ผลของเรือนกระจกที่สามารถสร้างขึ้นได้ ถ้าโดยปราศจากการคงอยู่ของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และแกสอื่นๆ ในบรรยากาศ จะมีความร้อนจำนวนมากเล็ดลอดไปจากโลก และคงจะทำให้โลกหนาวเย็นเกินไปที่จะให้มีสิ่งมีชีวิต คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และแกสเรือนกระจกอื่นๆ ดูดกลืนการแผ่รังสีอินฟาเรดที่จะเคลื่อนออกจากโลก และยึดกุมความร้อนนี้ไว้ในบรรยากาศ แทนที่จะสะท้อนกลับไปในอวกาศ
greenhouse_effect.jpg
ในศตวรรษที่ 20 การเพิ่มสะสมรวมตัวของคาร์บอนไดออกไซต์ ที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพเป็นส่วนสำคัญที่กล่าวถึงกัน มีข้อโต้แย้งกับแนวคิดข้างต้น ว่ามีส่วนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอันเนื่องจากจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ และแกสอื่นๆ หรือเนื่องจากสาเหตุอื่นหรือไม่ การเกิดกิจกรรมปรากฏการณ์ภูเขาไฟ การทำลายป่าในเขตชื้นร้อน การใช้สารไอระเหย
Posted in
WordPress database error: [Table 'sctkm.wp_post2cat' doesn't exist]
SELECT post_id, category_id FROM wp_post2cat WHERE post_id IN (485)
Uncategorized |
No Comments »